วันพุธที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เรียนนิติศาสตร์อย่างไร

เรียนนิติศาสตร์อย่างไร
การเรียนนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
การอบรมคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เปิดให้มีการอบรมความรู้ด้านกฎหมายเฉพาะด้านหลายโครงการแก่บุคคลทั่วไปหรือผู้สนใจ ซึ่งประกอบไปด้วย
- โครงการอบรมหลักสูตรประกาศนียบัตรกฎหมายมหาชน
- โครงการอบรมกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล
- โครงการอบรมภาษาอังกฤษสำหรับนักกฎหมายระดับพื้นฐาน
- โครงการอบรมภาษาอังกฤษสำหรับนักกฎหมายระดับเฉพาะทาง
- โครงการอบรมประกาศนียบัตรกฎหมายธุรกิจสำหรับบุคคลทั่วไป
- โครงการอบรมหลักสูตรประกาศนียบัตรกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ

สาขาวิชานิติศาสตร์ ประกอบด้วย วิชาเฉพาะด้านใน 4 สาขา ดังนี้
1. สาขากฎหมายแพ่ง
2. สาขากฎหมายพาณิชย์และธุรกิจ
3. สาขากฎหมายมหาชน
4. สาขาวิชาชีพในกระบวนการยุติธรรม

ปริญญาตรีนิติศาสตร์มหาบัณฑิต
ภาคปกติ หลักสูตร 4 ปี (สำหรับผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย) โดยในแต่ละปีการศึกษาจะคัดเลือกนักศึกษาผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น
-โครงการคัดเลือกผ่านระบบกลางการรับนักศึกษา (Admission)
-โครงการส่งเสริมการศึกษาวิชานิติศาสตร์ (คณะนิติศาสตร์จัดสอบคัดเลือกเอง)
ภาคภาษาอังกฤษ หลักสูตร 4 ปี (สำหรับผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย)
หลักสูตรนิติศาสตร์บัณฑิต สาขากฎหมายธุรกิจ ภาคภาษาอังกฤษ (Bachelor of Laws in Business Laws, English Programme)
ภาคบัณฑิต หลักสูตร 3 ปี (สำหรับผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาใดก็ได้ ยกเว้นสาขานิติศาสตร์)
ประกาศนียบัตรบัณฑิตคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดให้มีการเรียนการสอนหลักสูตรประกาศนียบัตรสำหรับผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับนิติศาสตร์บัณฑิต โดยมิได้เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรในระดับปริญญาโท หากแต่เป็นโครงการที่มีลักษณะเฉพาะที่สมบูรณ์ในตัวเอง การศึกษาตามโครงการนี้จะเน้นให้ศึกษาได้มีความรู้ ทั้งทางด้านกฎหมาย และแนวทางปฏิบัติที่เป็นอยู่โดยจะศึกษาทั้งทางด้านทฤษฎีควบคู่กับการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นแต่ละเรื่องในทางปฏิบัติ ซึ่งประกอบด้วย
ประกาศนียบัตรบัณฑิตทางกฎหมายมหาชน (Graduate Diploma Programme in Public Law)
ประกาศนียบัตรบัณฑิตทางกฎหมายธุรกิจ (Graduate Diploma Programme in Business Law)

ปริญญาโทนิติศาสตร์มหาบัณฑิต (น.ม.)
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นสถาบันแรกในประเทศไทยที่เปิดสอนหลักสูตรปริญญาโทโดยเกิดขึ้นพร้อมกับการจัดตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง เมื่อ พ.ศ. 2477 และได้ปรับปรุงหลักสูตรนี้โดยตลอด การปรับปรุงครั้งล่าสุดมีขึ้นในปี พ.ศ. 2553 โดยประกอบไปด้วยสาขาวิชาดังต่อไปนี้
หลักสูตรนิติศาสตร์มหาบัณฑิต หลักสูตร 2 ปีครึ่ง ไม่เกิน 4 ปี (สำหรับผู้ที่สำเร็จการศึกษานิติศาสตร์บัณฑิต) เปิดรับสมัคร 8 สาขา ดังนี้
กฎหมายเอกชน (Private Law)
กฎหมายอาญา (Criminal Law)
กฎหมายมหาชน (Public Law)
กฎหมายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (Natural Resources and Environmental)
กฎหมายธุรกิจ (Business Law)
กฎหมายภาษี (Tax Law)
กฎหมายระหว่างประเทศ (International Law)
กฎหมายการค้าระหว่างประเทศ (International Trade Regulation)
หลักสูตรนิติศาสตร์มหาบัณฑิต ภาคภาษาอังกฤษ สำหรับผู้ที่สำเร็จการศึกษานิติศาสตร์บัณฑิต ดังนี้
หลักสูตรศิลปะศาสตร์มหาบัณฑิต (Master of Arts Programme : M.A.) สำหรับผู้ที่สำเร็จการศึกษานิติศาสตร์บัณฑิต หรือปริญญาบัณฑิตอื่น ดังนี้
หลักสูตรศิลปะศาสตร์มหาบัณฑิตด้านกฎหมายมหาชน (Public Law)
หลักสูตรศิลปะศาสตร์มหาบัณฑิตสาขานิติเศรษฐศาสตร์การค้าระหว่างประเทศ

ปริญญาเอกนิติศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต (น.ด.)
เช่นเดียวกันกับหลักสูตรปริญญาโท หลักสูตรปริญญาเอกคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรม-ศาสตร์ก็ได้เปิดสอนเป็นสถาบันแรกของประเทศไทยเช่นเดียวกัน และได้จัดการเรียนการสอนตลอดมา และได้มีการปรับปรุงหลักสูตรในปี พ.ศ. 2539 โดยผู้สมัครเป็นผู้เสนอหัวข้อให้บัณฑิตศึกษา คณะนิติศาสตร์ เป็นผู้พิจารณาวิทยานิพนธ์ เป็นต้น

แนวทางการเรียนนิติศาสตร์ให้ประสบความสำเร็จ
          การที่เราจะประสบความสำเร็จในเรื่องใดนั้น ก่อนอื่นต้องรักในสิ่งที่เรียนก่อน ถามตัวเองและตอบตัวเองให้ได้ว่าเรารักที่จะเรียนหรือไม่ เมื่อคำตอบคือใช่หรือคำตอบคือไม่แน่ใจ จงทำใจให้รักแล้วทุกอย่างก็จะสำเร็จ
การเข้าเรียน  การเข้าเรียนนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากนักศึกษาควรที่จะเข้าเรียนอย่างสม่ำเสมอ  เพื่อทำให้เข้าใจตัวบทกฎหมาย  เข้าใจฎีกาที่สำคัญต่างๆได้ง่ายขึ้น นอกจากนั้นนักศึกษายังได้มีโอกาสพบกับอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลายที่มาให้ความรู้ หากนักศึกษามีข้อข้องใจก็สามารถสอบถามอาจารย์ได้และในขณะที่เรียนนั้นควรที่จะมีการจดย่อประเด็นสำคัญในวิชาที่อาจารย์สอนว่าหัวใจสำคัญของวิชานั้นๆ คืออะไรนอกจากจะเป็นการทบทวนบทเรียนด้วยภาษาของตนเองแล้วเมื่อใกล้สอบยังสามารถอ่านสมุดจดประกอบช่วยให้อ่านหนังสือเร็วและเข้าใจง่ายขึ้น การเรียนกฎหมายนั้นนักศึกษาต้องเรียนให้เกิดความสงสัย แล้วพยายามตั้งคำถาม ถามอาจารย์ที่สอน ถามเพื่อน รวมทั้งถามตัวเองอยู่เสมอว่าวิชาที่เรียนนั้นสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันและสร้างความสงบสุขให้แก่สังคมได้อย่างไร
การอ่านหนังสือ  การอ่านหนังสือสำหรับนักศึกษากฎหมายนั้นเป็นเรื่องคู่กัน  นักศึกษาต้องอ่านหนังสือให้มากและต้องจัดสรรเวลาในการอ่านหนังสือให้ได้  โดยในแต่ละวันต้องกำหนดว่าจะอ่านกี่ชั่วโมง  ต้องมีการวางแผนอยู่เสมอและมีวินัยในตัวเองให้มาก ซึ่งแต่ละคนนั้นความเข้าใจไม่เหมือนกันบางคนอ่านแล้วเข้าใจง่ายก็ใช้เวลาอ่านไม่นาน บางคนต้องอ่านหลายรอบจึงเข้าใจจึงต้องใช้เวลาในการอ่านหนังสือค่อนข้างมาก  ดังนั้นเวลาจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่ต้องจัดสรรให้เหมาะสมกับตัวเอง ส่วนหนังสือที่ต้องอ่านคือหนังสือที่อาจารย์ผู้สอนรายวิชานั้นแนะนำในชั้นเรียนน่าจะดีที่สุด  แต่อย่างไรก็ตามหนังสือมีจำนวนมากดังควรเลือกอ่านหนังสือที่นักศึกษาอ่านแล้วมีความเข้าใจ อ่านง่ายมากที่สุดสำหรับนักศึกษา นอกจากหนังสือเรียนแล้วจะต้อง บทความทางกฎหมายและอ่านคำพิพากษาฎีกาด้วย  เพราะคำพิพากษาฎีกานั้นนอกจากจะเป็นบรรทัดฐานในการตัดสินคดีให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันแล้ว ยังเป็นตัวอย่างในการปรับข้อเท็จจริงเข้ากับข้อกฎหมายที่ดีอันจะเป็นแนวทางที่จะทำให้ทำข้อสอบได้ดียิ่งขึ้น
การสอบ ก่อนอื่นที่สำคัญคือการเตรียมตัวสอบ นักศึกษาต้องเตรียมตัวให้พร้อมที่จะสอบ ต้องอ่านหนังสือให้เข้าใจอย่างน้อย 1 รอบ และต้องท่องจำหลักกฎหมายให้ได้ การเตรียมตัวที่ดีอย่างหนึ่งในการสอบคือการฝึกเขียนตอบข้อสอบ  โดยการนำแบบทดสอบหรือข้อสอบเก่ามาฝึกทำเพื่อฝึกทักษะการจับประเด็นในข้อสอบ  ฝึกให้เกิดการสงสัย   ฝึกการใช้ภาษากฎหมายในการเขียนตอบข้อสอบ เพราะการตอบข้อสอบกฎหมายนั้นนักศึกษาต้องใช้ภาษากฎหมายในการตอบข้อสอบจึงจะได้คะแนนดี และการทำข้อสอบต้องมีการวางแผนเวลาในการทำข้อสอบว่าแต่ละข้อควรใช้เวลาประมาณเท่าไหร่จะได้ทำให้ทันเวลาครบถ้วนทุกข้อ และการทำข้อสอบนั้นไม่จำต้องทำเรียงข้อ  หากทำข้อไหนได้ก็สามารถทำได้ก่อนแล้วค่อยทำข้อที่ยากทีหลังได้ ก่อนเข้าห้องสอบนักศึกษาต้องทำสมาธิให้นิ่งและพร้อมที่สุดในการทำข้อสอบ   อาจจะทำโดยการหามุมสงบทำสมาธิประมาณ5-10นาที ที่สำคัญอย่าเข้าห้องสอบช้าเพราะจะทำให้ลนลานไม่มีสมาธิและควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์สะอาดจะได้ไม่เป็นอุปสรรค์ในการทำข้อสอบ
การวางแผนการใช้จ่าย   การใช้ชีวิตประจำวันก็ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการที่จะทำให้ประสบความสำเร็จในการเรียน  เพราะการเรียนในมหาวิทยาลัยนั้นต้องออกจากบ้านมาอยู่เองโดยที่ต้องรับผิดชอบชีวิตตนเอง ต้องปรับตัวและจัดระบบชีวิตให้เป็น  นอกจากการปรับตัวแล้วการใช้จ่ายก็เป็นเรื่องที่สำคัญ  การเรียนระดับมหาวิทยาลัยนั้นต้องใช้เงินจำนวนมาก หากใช้จ่ายซุ่มเฟือยเกินความจำเป็นจะทำให้เกิดปัญหาและส่งผลต่อการเรียนได้  ดังนั้นนักศึกษาจึงต้องวางแผนการใช้จ่ายให้พอเพียง ใช้จ่ายอย่างประหยัดและคุ้มค่าที่สุด การอยู่ในกลุ่มเพื่อนหรือสังคมไม่จำเป็นต้องตามเพื่อนหรือตามแฟชั่นจนทำให้ตัวเองต้องลำบาก
การดูแลสุขภาพ นักศึกษาต้องดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอโดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์   พักผ่อนและออกกำลังกายให้เพียงพอ เพราะการพักผ่อนและออกกำลังกายอย่างเหมาะสมเพียงพอนั้นจะทำให้นักศึกษามีความจำที่ดี  และเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การจับกลุ่มติว การติวถือว่าเป็นส่วนที่ช่วยให้การเรียนมีประสิทธิภาพมากขึ้น ต้องมีการเสวนาข้อกฎหมายกันภายในกลุ่มเพื่อนอยู่อย่างสม่ำเสมออาจจะนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในหน้าหนังสือพิมพ์หรือข่าวสารต่างๆมาประกอบการเสวนาก็ได้ การติวนั้นเพื่อนจะช่วยให้เข้าใจมากขึ้นและในความคิดเห็นที่แตกต่างจะทำให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน

วันพุธที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

หน้าที่ของอาชีพต่างๆ

หน้าที่ของอาชีพต่างๆ
1.ทนายความ
    ลักษณะของงานที่ทำ
ปฏิบัติงานทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมาย เช่น ให้คำปรึกษาทางกฎหมาย จัดทำเอกสารเกี่ยวกับกฎหมายทำหน้าที่เป็นตัวแทนในเรื่องที่เกี่ยวกับกฎหมาย และดำเนินการแทนคู่ความทั้งทางอาญา และแพ่งตรวจสอบเรื่องราวต่างๆ และค้นตัวบทกฎหมายที่จะนำมาใช้โดยการศึกษาประมวลกฎหมาย พระราชกฤษฎีกา เทศบัญญัติ คำพิพากษาของศาลสูงที่มีมาแล้ว และกฎข้อ-บังคับที่ตราขึ้นไว้ ให้คำแนะนำแก่ลูกความถึงสิทธิ และหน้าที่ตามกฎหมาย ทำการแทนลูกความในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับกฎหมาย จัดทำเอกสารเกี่ยวกับกฎหมาย และค้นหาบรรพต่างๆ ในประมวลกฎหมาย ว่าความ และดำเนินกระบวนการพิจารณาใดๆ ในศาลแทนคู่ความทั้งในคดีแพ่ง และคดีอาญา มีบทบาทในการสร้าง และรักษาความเป็นธรรมให้กับสังคม  มีบทบาทในการคุ้มครอง ดูแลรักษาผลประโยชน์ของบุคคล และองค์กรธุรกิจเอกชนต่าง ๆ มีบทบาทในการให้คำปรึกษาแนะนำ ในการดำเนินการต่างๆ ให้ถูกต้องตามระเบียบ และกฎหมาย มีบทบาทเป็นคนกลางเพื่อไกล่เกลี่ยความขัดแย้งแห่งผลประโยชน์ด้วยอาจเชี่ยวชาญในงานกฎหมายสาขาใดสาขาหนึ่งโดยเฉพาะ อาจเป็นทนายความ หรือที่ปรึกษากฎหมายประจำองค์กร บรรษัท ห้างหุ้นส่วน บริษัท นิติบุคคล คณะบุคคล หรือเอกชน 
2.ที่ปรึกษากฎหมาย
   ลักษณะของงานที่ทำ
1. ให้คำแนะนำแก่หน่วยงาน หรือองค์กรของรัฐ   รัฐวิสาหกิจ  และองค์กรของเอกชนในด้านกฎหมาย
2. ให้คำแนะนำและข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการร่างพระราชบัญญัติ   คำสั่ง  กฎ  ระเบียบข้อบังคับและเอกสารทางกฎหมายอื่นๆ
3. ร่างพระราชบัญญัติและเอกสารทางกฎหมายตามที่ องค์กร  หรือหน่วยงานต้องการ
4. ตีความเรื่องสิทธิหน้าที่และข้อผูกพันตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานของสถานประกอบกิจการให้ฝ่ายจัดการระดับสูงสุดทราบ
5. ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ทนายความประจำสถานประกอบการเกี่ยวกับการว่าความ คดีต่าง ๆ ในศาล
3.อัยการ
    ลักษณะของงานที่ทำ
1.             งานอำนวยความยุติธรรมทางอาญา เพื่อตรวจสอบถ่วงดุลและคานอำนาจการใช้ดุลพินิจทั้งของพนักงานสอบสวนและศาลเพื่อให้เป็นไปอย่างถูกต้องชอบธรรม
2.             งานด้านคดีอาญาระหว่างประเทศ ในกรณีคดีส่งผู้ร้ายข้ามแดน และการร่วมมือกับต่างประเทศในการสอบสวนและอื่นๆ
3.             งานด้านรักษาผลประโยชน์ของรัฐ ให้คำแนะนำปรึกษาหารือปัญหาข้อกฎหมาย แก่ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ
4.             งานด้านคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน รับหน้าที่ในคดีที่ราษฎรไม่อาจเป็นโจทก์ ฟ้องร้องคดีได้โดยมีกฎหมายห้ามไว้ เมื่อพนักงานอัยการเห็นสมควรก็จะดำเนินคดีแทนให้
5.             งานตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการระดับสูง กรณีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือข้าราชการระดับสูงผู้ใดเมื่อถูกกล่าวหาว่ามีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ หรือกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ หรือใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อกฎหมาย และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติไต่สวนแล้วเห็นว่ามีมูล จะส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเป็นงานตามที่กำหนดโดยรัฐธรรมนูญ
6.             งานพิเศษ เช่น งานเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ โดยมีโครงการเผยแพร่ความรู้และช่วยเหลือทางกฎหมายให้แก่ประชาชน โครงการสนับสนุนการระงับข้อพิพาททางแพ่งในระดับท้องถิ่นโดยอนุญาตตุลาการ ฝึกอบรมความรู้กฎหมายเบื้องต้นทางกฎหมายแก่ผู้นำหมู่บ้าน
4.ผู้พิพากษา
    ลักษณะของงานที่ทำ
            ตรวจคำคู่ความซึ่งยื่นต่อศาลเพื่อสั่งรับหรือไม่รับหรือให้ทำใหม่หรือให้แก้ไขเพิ่มเติมควบคุมการดำเนินกระบวนพิจารณาคดี ออกข้อกำหนดเพื่อรักษาความ      เรียบร้อยในบริเวณศาลและเพื่อให้กระบวนพิจารณาดำเนินไปโดยเที่ยงธรรม  และ    รวดเร็ว  ออกหมายเรียก ออกหมายอาญา ออกหมายสั่งให้ส่งคนมาจาก หรือไปยังจังหวัดอื่นหรือออกคำสั่งใด ๆ  ไต่สวน  และวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องหรือคำขอไต่สวนมูลฟ้องในคดีอาญาไต่สวนการชันสูตรพลิกศพ  ในกรณีที่มีความตายเกิดขึ้นโดยการกระทำของ     เจ้าพนักงานนั่งพิจารณาคดีและควบคุมการนำสืบพยานหลักฐานของคู่ความ ตรวจบุคคล วัตถุสถานที่หรือตั้งผู้เชี่ยวชาญใช้ดุลยพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญาโดยยุติธรรมตามกฎหมาย บังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษา ทำรายงานการคดีและกิจการของศาลส่งตามระเบียบ ระมัดระวังการใช้ระเบียบวิธีการต่างๆ ที่กำหนดขึ้นโดยกฎหมายหรือโดยประการอื่น  ให้เป็นไปโดยถูกต้องเพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเสร็จเด็ดขาดไปโดยเร็วอาจมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีต่างประเภทกันตามประเภทของศาล
5.ข้าราชกาลครู
    ลักษณะของงานที่ทำ
1.เป็นผู้ที่สามารถให้ทางแห่งความรอดแก่ศิษย์  ความรอดมีอยู่สองทาง คือทางรอดทางกายและทางรอดทางใจ
2.ต้องสามารถดำรงความเป็นครูอยู่ได้ทุกอริยาบท
3.ต้องสามารถเป็นตัวอย่างตามคำสอนแก่ศิษย์ได้  สอนอย่างไรทำอย่างนั้น
หน้าที่และความรับผิดชอบของครูในอีกด้านหนึ่งนั้นก็เป็นการพิจารณาหน้าที่ของครูในเชิงคุณลักษณะที่พึงประสงค์ที่เป็นไปตามแบบธรรมเนียมปฏิบัติมีลักษณะเป็นวัฒนธรรมและจารีตประเพณี
6.ข้าราชกาลทหาร
    ลักษณะของงานที่ทำ
            ฝึกอบรมให้มีความรู้ความชำนาญในการใช้อาวุธ เมื่อถึงคราวที่ปกป้องประเทศชาติ  ศาสนา พระมหากษัตริย์ ในยามปกติชาติจำเป็นต้องเตรียมกำลังรบไว้เพื่อพร้อมที่จะรับเหตุการณ์ฉุกเฉินอันอาจจะเกิดขึ้นได้จากศัตรูทั้งภายใน และ ภายนอกประเทศ  ทั้งนี้เพื่อเป็นการไม่ประมาท  ดังพระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๖ ว่า แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ์สงครามหรือเหตุการณ์อันไม่สงบอาจเกิดขึ้นเมื่อใดก็ได้ทั้งนี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็เป็นไปอย่างรวดเร็วด้วย ฉะนั้นการที่พลเมืองเข้ารับราชการทหารทุก ๆ ปี  ก็เพื่อเป็นการเตรียมกำลังรบไว้เสียในยามปกติ เพื่อให้ทุก ๆ คนที่เป็นกำลังของชาติมีความรู้ในการใช้อาวุธ และหลักการรบ ทหารแต่ละคนภายในหน่วยในยามปกติมีหน้าที่จะต้องปฏิบัติต่อผู้และสิ่งที่ตนเกี่ยวข้อง  เพื่อให้เกิดผลดีแก่หน่วยและตนเอง

วันพุธที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ที่มาและความสำคัญ

ที่มาและความสำคัญ
                ในสังคมของมนุษย์นั้นมีสมาชิกจำนวนมากที่มีความแตกต่างกัน ทั้งด้านความคิดเห็นและพฤติกรรมต่างๆ จึงจำเป็นต้องมีกฎระเบียบหรือกติการ่วมกัน เพื่อเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการควบคุมความประพฤติของมนุษย์ และช่วยรักษาความสงบเรียบร้อยให้กับสังคม ไม่ให้เกิดความวุ่นวาย กฎหมายมีความสำคัญต่อสังคมในด้านต่างๆ ดังนี้ 1. กฎหมายสร้างความเป็นระเบียบและความสงบเรียบร้อยให้กับสังคมและประเทศชาติ      2. กฎหมายเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของมนุษย์ พลเมืองไทยทุกคนต้องปฏิบัติตนตามข้อบังคับของกฎหมาย ถ้าใครฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามต้องได้รับโทษ    3. กฎหมายก่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม คนเราทุกคนย่อมต้องการความ ยุติธรรมด้วยกันทั้งสิ้น  การที่จะตัดสินว่าการกระทำใดถูกต้องหรือไม่นั้น ย่อมต้องมีหลักเกณฑ์ ฉะนั้น กฎหมายจึงเป็นกฎเกณฑ์สำคัญที่เป็นหลักของความยุติธรรม    4. กฎหมายเป็นหลักในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน การกำหนดนโยบายพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าไปในทางใด หรือคุณภาพของพลเมืองเป็นอย่างไร จำเป็นต้องมีกฎหมายออกมาใช้บังคับ เพื่อให้ได้ผลตามเป้าหมายของการพัฒนาที่กำหนดไว้ ผมเองก็อยากทำอาชีพเกี่ยวกับกฎหมายคืออาชีพ ผู้พิพากษา ผมจึงศึกษาข้อมูลต่างๆมากมายเกี่ยวกับอาชีพของกฎหมายนี้ ผมเห็นได้ถึงความสำคัญของกฎหมายที่มีต่อคนในสังคมผู้ที่จะมาทำหน้าที่เกี่ยวกับกฎหมายต้องมีความยุติธรรมและคุณธรรมด้วย


อาชีพต่างๆของคณะนิติศาสตร์
1. ทนายความ : อาชีพทนายความเป็นอาชีพที่มีคนนิยมทำกันมาก เพราะเป็นอาชีพที่  สามารถทำรายได้ดี และเป็นอาชีพที่มีเกียรติ โดยผู้ที่เป็นทนายความสามารถทำงานมีเงินเดือนประจำขึ้นอยู่กับความสามารถประสบการณ์ และประเภทของหน่วยงานที่ทำงาน
2. ที่ปรึกษากฎหมาย : ให้คำปรึกษาด้านกฎหมายแก่หน่วยงาน  ห้างร้าน  ธุรกิจ  ภาครัฐ  เอกชน  และผู้ประกอบการทั้งในประเทศและต่างประเทศ เนื่องด้วยปัจจุบันและอนาคตการมีข้อพิพาทต่าง ๆ  ทั้งทางด้านธุรกิจ  ด้านกฎหมายระหว่างประเทศจะมากขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดจนถึงข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับภาครัฐ  เอกชนกับเอกชนจะเกิดขึ้นบ่อย
3. อัยการ : มีหน้าที่ดังนี้
3.1 งานอำนวยความยุติธรรมทางอาญา เพื่อตรวจสอบถ่วงดุลและคานอำนาจการใช้ดุลพินิจทั้งของพนักงานสอบสวนและศาลเพื่อให้เป็นไปอย่างถูกต้องชอบธรรม
3.2 งานด้านคดีอาญาระหว่างประเทศ ในกรณีคดีส่งผู้ร้ายข้ามแดน และการร่วมมือกับต่างประเทศในการสอบสวนและอื่นๆ
3.3 งานด้านรักษาผลประโยชน์ของรัฐ ให้คำแนะนำปรึกษาหารือปัญหาข้อกฎหมาย แก่ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ
3.4 งานด้านคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน รับหน้าที่ในคดีที่ราษฎรไม่อาจเป็นโจทก์ฟ้องร้องคดีได้โดยมีกฎหมายห้ามไว้ เมื่อพนักงานอัยการเห็นสมควรก็จะดำเนินคดีแทนให้
3.5 งานตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการระดับสูง4. ผู้พิพากษา : ตรวจคำคู่ความซึ่งยื่นต่อศาลเพื่อสั่งรับหรือไม่รับหรือให้ทำใหม่หรือให้แก้ไขเพิ่มเติมควบคุมการดำเนินกระบวนพิจารณาคดี ออกข้อกำหนดเพื่อรักษาความ      เรียบร้อยในบริเวณศาลและเพื่อให้กระบวนพิจารณาดำเนินไปโดยเที่ยงธรรม  และ    รวดเร็ว  ออกหมายเรียก ออกหมายอาญา ออกหมายสั่งให้ส่งคนมาจาก หรือไปยังจังหวัดอื่นหรือออกคำสั่งใด ๆ  ไต่สวน  และวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องหรือคำขอไต่สวนมูลฟ้องในคดีอาญาไต่สวนการชันสูตรพลิกศพ
5. ข้าราชกาลครู : อาชีพที่ ถ่ายทอดความรู้ ด้วยวิธีการสอนและการจัดการเรียนรู้หลากหลายรูปแบบเพื่อให้มนุษย์เกิดการเรียนรู้ และพัฒนาศักยภาพของตนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอาชีพครู สามารถจำแนกออกได้หลายประเภทตามลักษณะการสอนและลักษณะของสังกัด
6. ข้าราชกาลทหาร :  อาชีพทหาร คือ อาชีพรั่วของชาติ มีหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติให้คงอยู่ ค่อยตรวจสอบความสงบเรียบร้อยตามบริเวณชายแดน และป้องปราบชาติอื่น ๆ ไม่ให้รุกรานอาชีพทหารเป็นอาชีพที่เสียสละเพื่อบ้านเมืองให้เกิดความสงบเรียบร้อย ไม่ให้ผู้ได้มารุกรานชาติบ้านเมือง


รายได้ของแต่ละอาชีพ
1.ทนายความ  รายได้ที่ได้รับ : 8,500 – 100,000 บาท ตามงานที่ได้รับ
2.ที่ปรึกษากฎหมาย  รายได้ที่ได้รับ : ค่าตอบแทนไม่มีข้อกำหนดที่แน่นอนตายตัว อัตราค่าตอบแทนโดยเฉลี่ยประมาณเดือนละ  50,000 100,000  บาท 
3.รายได้ที่ได้รับ : เงินเดือนเเละเงินประจำตำเเหน่งตามชั้นเงินเดือนจากชั้นที่ 1 จนถึงชั้นที่ 8 อัยการสูงสุดจะได้รับเงินเดือนๆ ละ 62,000 บาท และเงินประจำตำแหน่งชั้น 8 เดือนละ 42,500 บาท ลงมาถึงอัยการผู้ช่วยจะได้รับเงินเดือนชั้นที่ 1 โดยไม่มีเงินประจำตำแหน่งในอัตราเดือนละ 14,850 บาท
4.ผู้พิพากษา  รายได้ที่ได้รับ : ผู้ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาประจำศาลถึงอธิบดีผู้พิพากษา (ศาลชั้นต้น) จะมีอัตราเงินเดือน 21,800 – 57,190 บาท ศาลฎีกาถึงรองประธานศาลฎีกาจะมีอัตราเงินเดือน 57,190 - 62,000 บาท  ผู้ดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกาจะมีอัตราเงินเดือน  64,000  บาท และมีเงินประจำตำแหน่ง 50,000 บาท
5.ข้าราชกาลครู  รายได้ที่ได้รับ : ข้าราชการครู ขั้นสูง คศ. 5  เงินเดือน 66,480 บาท  ข้าราชการครูผู้ช่วย ขั้นต่ำชั่วคราว  เงินเดือนเริ่มที่  7,940 บาท
6.ข้าราชกาลทหาร  รายได้ที่ได้รับ : ข้าราชการทหาร ระดับนายพล ระดับ น.9  ชั้น 9.5    เงินเดือน   70,930   บาทต่ำสุด  ระดับ 1  พ.1 -ระดับ 25    เงินเดือน    1,360-  6,050   บาท